6.1.12

ขายส่งขนม ข้าวหมาก

ขายขนม ข้าวหมาก

ขายขนม ข้าวหมาก มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน คือกลุ่มที่เคยรับประทานและติดใจในรสชาติของข้าวหมาก สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยนิยมมากนัก ด้วยว่าปัจจุบันมีขนมมากมายให้เลือกบริโภค ความนิยมข้าวหมากเลยลดลงไป การขายขนม ข้าวหมากซึ่งจัดเป็นอาหารหมักพื้นเมืองชนิดหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งคนสมัยก่อน นิยมบริโภคเป็นของหวาน ไม่ได้มีเฉพาะประเทศไทย  บางประเทศในแถบเอเชีย ก็มีข้าวหมากขายเช่นกัน ได้แก่ ข้าวหมากของอินโดนีเซีย ที่เรียกว่า "Tape" ข้าวหมากของจีนเรียกว่า "Lao-chao"

การจะขายขนม ข้าวหมาก น่าจะอยู่ที่รสชาติที่โดดเด่นโดดใจ ข้าวหมากของเรามีรสชาติหวานพอดี เป็นแอลกอฮอล์น้อยมากเพราะเมื่อได้เวลาก็นำเข้าตู้เย็นเพื่อหยุดการทำงานของยีสต์  และเน้นความสะอาด รูปแบบบรรจุภัณฑ์อยู่ในถ้วยพร้อมรับประทานเพื่อสะดวกในการรับประทานให้ง่ายขึ้น ให้เข้ากับรูปแบบการดำรงชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน อาจจะไม่เหมือนกับแบบดั้งเดิมที่ห่อด้วยใบตองซึ่งก็ยังมีให้เห็นอยู่ และจุดที่น่าจะเปิดใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพและมองหาของกินที่มีประโยชน์ สำหรับข้าวหมากปัจจุบันได้พบว่าข้่าวหมากมีโปรไบโอติกซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายช่วยในเรื่องของระบบลำไส้และเรื่องผิวพรรณ


ข้าวหมากของเรามีขายส่งและปลีก ท่านใดสนใจรับไปขายติดต่อได้นะค่ะ

2.8.11

วิธีทำข้าวหมากให้หวาน


วิธีการทำข้าวหมากนั้นมีหลากหลายสูตรเฉพาะแต่ละพื้นที่ แต่สำหรับตนเองได้ทำและออกขายก็ได้ผลตอบรับที่ดี เผื่อใครอยากทำข้าวหมากกินเอง มีวิธีทำดังนี้
1.  ข้าวเหนียวดิบ (ปริมาณจะขึ้นกับลูกแป้งข้าวหมาก) ใช้ข้าวเหนียวเขี้ยวงูใหม่อย่างดีไม่มีเมล็ดข้าวอื่นปนมามาก ประมาณข้าวกลางปี ข้าวเหนียวนี้สำคัญมาก ไม่ใช้ข้าวเหนียวเก่าเพราะสีของเมล็ดข้าวจะเหลืองไม่สวย ข้าวเหนียวใหม่มากก็ไม่ดี ทำออกมาแล้วเม็ดจะเละ (ข้่าวเหนียวสันป่าตอง หรือ ข้าวเหนียว กข 6 ก็ใช้ได้ แต่ต้องดูว่าไม่มีเมล็ดข้าวอื่นปนมามาก)
2.  ล้างข้าวเหนียวให้สะอาด เพื่อเอาฝุ่นและสิ่งสกปรกออก ล้างประมาณ 2-5 ครั้ง
3.  เมื่อล้างเสร็จแล้วเอาข้าวเหนียวแช่น้ำ ใช้น้ำสะอาดที่ผ่านจากเครื่องกรองน้ำ แช่ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง เคยแช่ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วเวลาหุ่งแล้วเม็ดข้าวจะสุกไม่ค่อยพร้อมกัน แต่การแช่ข้าวอีกวิธีหนึ่งคือใช้น้ำอุ่นก็ย่นระยะเวลาลงไปอีก แต่ยังไม่เคยลอง
4.  ตั้งน้ำให้เดือด นำข้าวเหนียวที่แช่ทิ้งไว้ใส่ซึ้ง หรือหวด ใช้เวลาประมาณ 20 -30 นาที ดูว่าให้สุกทั่วกัน และไม่เป็นไตแข็ง
5.  นำข้าวเหนียวที่สุกแล้วใส่ภาชนะ เช่น ถาด ผึ่งให้เย็น หรือพลิกข้าวเหนียวกลับไปกลับมา สังเกตจากไอของข้าวเหนียวว่าไม่มีแล้ว
6.  นำข้าวเหนียวสุกที่เย็นแล้วไปล้างให้หมดยางข้าว ประมาณ 2 - 4  ครั้ง โดยใช้น้ำสะอาดผ่านการบำับัดคลอรีนและเชื้อโรค หรือน้ำที่ผ่านจากเครื่องกรองน้ำ (น้ำที่มีคลอรีนอาจทำให้เชื้อยีสต์จากลูกแป้งทำงานได้ไม่เต็มที) น้ำปูนใสก็ล้างยางข้าวดีเพราะว่าเป็นด่าง แต่ว่าข้าวจะมีสีเหลืองดูแล้วไม่สวย
7.  นำข้าวเหนียวสุกที่ล้างจดหมดยางข้าวขึ้นสะเด็ดน้ำ
8.  บดลูกแป้งข้าวหมากให้ละเอียด (ควรทราบว่าลูกแป้งข้าวหมาก 1 ลูก ใช้กับข้าวเหนียวดิบปริมาณเื้ท่าไหร่)
9.  นำข้าวเหนียวสุกที่สะเด็ดน้ำแล้วไปคลุกลูกแป้งข้าวหมากที่บดละเอียด (ค่อย ๆ โรยลูกแป้งข้าวหมากที่ละนิดให้ทั่วแล้วคลุกเคล้า อย่าโรยหมดในทีเดียว) ลูกแป้งนี้สำคัญมากที่จะให้รสชาติที่ดี การคลุกโดยทั่วไปก็ใช้มือ หรือไม้พาย คลุกไปคลุกมาให้ทั่ว
10. เมื่อคลุกเคล้าให้ทั่วแล้ว ก็เตรียมบรรจุลงภาชนะ ตามต้องการ หม้อ ถ้วย ใบตอง แต่ของเรานำใส่กระปุกปิดฝามิดชิด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของยีสต์ซึ่งจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล ซึ่งเรียกว่าน้ำต้อย ใช้เวลา 3 วัน แต่ถ้าอากาศเย็นอาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ก็ได้ข้าวหมากที่น่ากิน หวาน หอม (หลังจากข้าวหมากได้ที่แล้วนำใส่ตู้เย็นสามารถเก็บได้เป็นเดือน การใส่ในตู้เย็นเพื่อลดการทำงานของยีสต์ไม่ให้เป็นแอลกอฮอล์มากเกินไป)

เคล็ดลับการทำข้าวหมาก
-  ความสะอาดสำคัญมากเพราะมีผลต่อรสชาติของข้าวหมาก ถ้ามีสิ่งปนเปื้อนจะทำให้ข้าวหมากมีรส
   เปรี้ยวปนหวาน
-  ข้าวเหนียวควรเลือกอย่างดี คือไม่มีเมล็ดข้าวอื่นปนมาเยอะ เพราะจะทำให้ข้าวเหนียวสุกไม่ทั่วถึง
   ทำให้ข้าวเหนียวบางเมล็ดเป็นไต
-  ลูกแป้งข้าวหมากที่คุณภาพดีก็มีผลต่อรสชาติของข้าวหมาก ข้าวหมากจะหวานมากหรือหวานน้อย
   รวม  ทั้งไม่มีรสเปรี้ยว ก็ขึ้นอยู่กับลูกแป้งข้าวหมากด้วย
-  อุปกรณ์ที่ใช้ทำข้าวหมาก ควรแยกต่างหากจากอุปกรณ์ที่ใช้ประจำทั่วไป
-  น้ำต้อยข้าวหมากออกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเมล็ดข้าวที่คลุกเคล้า เมล็ดข้าวที่คลุกเคล้าลูกแป้งข้าว
   หมากแล้วค่อนข้างมีเมล็ดติดกันน้ำต้อยจะออกมามาก แต่ถ้าเมล็ดข้าวที่คลุกเคล้าลูกแป้งข้าวหมาก
   ค่อนแล้วข้างแห้งเมล็ดไม่ติดกันน้ำต้อยจะออกมาพอดี

28.6.11

อาหารหมักพื้นบ้านไทย แหล่งของโพรไบโอติก


โพรไบโอติก คือจุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์ที่มีจุลินทรีย์กลุ่มนี้อาศัยอยู่  โดย คุณลักษณะสำคัญของโพรไบโอติกที่จะนำมาใช้เสริมในผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่าง ปลอดภัยและเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ คือ ทำลายหรือผลิตสารต้านจุลินทรีย์ก่อโรค มีชีวิตรอดอยู่ในระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ได้ เกาะติดกับผนังลำไส้ได้  ทนกรดและน้ำได้ดี  ต้องผ่านการตรวจสอบเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพและมีความปลอดภัยเมื่อใช้ในอาหาร เมื่อเติมลงในอาหารเพื่อผลิตอาหารเสริมโพรไบโอติก  จะต้องมีเซลล์ที่มีชีวิตจำนวนมากเพียงพอในผลิตภัณฑ์ระหว่างการผลิตและระหว่างการเก็บรักษา  โดยควรมีปริมาณเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในอาหารอย่างน้อยหนึ่งล้านเซลล์ต่อกรัมอาหาร  และปริมาณโพรไบโอติกที่จะสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้ ควรมีประมาณหนึ่งร้อยล้านเซลล์

           จุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ใช้ในอาหารมักได้แก่ แบคทีเรียสกุลแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus)  และบิฟิโดแบคทีเรียม (Bifidobacterium)  มีชนิด (species) และสายพันธุ์ (strains) ที่มีคุณสมบัติการเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ได้รับการพิสูจน์ และพัฒนาให้เป็นสายพันธุ์ที่ใช้ทางการค้าและใช้กันอย่างแพร่หลายอีกมากกว่า  10 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีแบคทีเรียอื่นๆ  ที่มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติกนอกเหนือจากจุลินทรีย์ทั้งสองสกุล  เช่น Propionibacterium  freudenreichii  บางสายพันธุ์  ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมเนยแข็ง และนอกเหนือจากแบคทีเรียแล้ว  ยังมีจุลินทรีย์อีกประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติก คือยีสต์สายพันธุ์  Saccharomyces  Boulardii  ซึ่งเป็นยีสต์โพรไบโอติกสายพันธุ์เดียวที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบัน

          เนื่องจากจุลินทรีย์โพรไบโอติกเป็นแบคทีเรียกลุ่มที่สร้างกรดแลคติก ซึ่งแบคทีเรียในกลุ่มนี้มักพบในอาหารประเภทหมักดองที่มีรสเปรี้ยว โดยในระหว่างการหมักอาหารแบคทีเรียนี้ จะทำหน้าที่ในการเปลี่ยนสารอาหารบางชนิดให้เป็นกรดแลคติก  ทำให้อาหารมีรสเปรี้ยว  พร้อมกับสร้างสารที่ให้กลิ่นหอมชวนรับประทาน ดังนั้น อาหารหมักพื้นบ้านไทยของเราหลายชนิดที่รับประทานโดยไม่ต้องนำมาปรุงให้สุก  เช่น  ผักดอง ข้าวหมาก น่าจะเป็นแหล่งของจุลินทรีย์โพรไบโอติกที่ดีแหล่งหนึ่ง  แต่ควรมีข้อมูลงานวิจัยเพิ่มเติมว่า จุลินทรีย์ที่เจริญอยู่ในอาหารหมักดังกล่าว มีสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติก  และมีจำนวนเพียงพอที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นหรือไม่  ยกตัวอย่างเช่น  มีรายงานพบว่าแบคทีเรียชนิด Lactobacillus plantarum  รวม ถึงแบคทีเรียที่อยู่ในกลุ่มสร้างกรดแลคติกอีกหลากหลายชนิดในผักดองและข้าวหมาก และเมื่อนำไปพิสูจน์ต่อไปว่าจุลินทรีย์เหล่านี้มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติก แล้ว ควรควบคุมให้มีจุลินทรีย์เหล่านี้อยู่ในอาหารอย่างสม่ำเสมอ และมีปริมาณเพียงพอที่จะสร้างคุณประโยชน์แบบอาหารโพรไบโอติกต่อไป  แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ การพัฒนาแบคทีเรียเหล่านี้ให้เป็นกล้าเชื้อเพื่อใช้ในการหมักหรือเสริมในอาหารดังกล่าว  ทั้งนี้ อาหารหมักจะสร้างประโยชน์และปลอดภัยต่อผู้บริโภค ก็ต่อเมื่อผ่านกระบวนการผลิตตามหลักสุขาภิบาลอาหาร







ข้อมูลโดย : ผศ.ดร.ชื่นจิต ประกิตชัยวัฒนา ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

22.6.11

เต้าเจี้ยวหลนข้าวหมาก


ส่วนผสม
กุ้งกุลาดำปอกเปลือกแล้วสับละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
หัวบีทสับละเอียด 1/4 ถ้วยตวง
กะทิชาวเกาะ 1 ถ้วยตวง
หัวหอมซอย 1/4 ถ้วยตวง
ข้าวหมาก 1/2 ถ้วยตวง
เกลือ 2 ช้อนชา
น้ำตาลปึก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้า เขียว แดง เหลือง 6 เม็ด
เต้าเจี้ยวขาวตำละเอียด 1/4 ถ้วยตวง



วิธีทำ
1. นำกะทิชาวเกาะ กุ้ง และหัวบีทใส่หม้อ คนให้เข้ากัน แล้วยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด
2. ใส่หัวหอมซอย ข้าวหมาก เกลือ น้ำตาล และน้ำมะขามเปียก ชิมรสให้พอเหมาะ
3. ใส่พริกชี้ฟ้า ตั้งไฟต้มต่อไปจนสุกจึงยกลง
4. เสิร์ฟเป็นเครื่องจิ้ม พร้อมกับผักสดต่าง ๆ ตามชอบ



ที่มา  : หนังสือตำหรับไทย และคุณแม่น้องแพรว


บทความที่เกี่ยวข้อง
     >  รู้จักข้าวหมาก
     >  ข้าวหมากกินดีมีประโยชน์
     >  เกี่ยวกับเรา
     >  ข้าวหมากปภาดา 
 
 

ข้าวหมากกินคู่ข้าวเหนียวตัด


อีกหนึ่งความอร่อยคือการกินข้าวหมากคู่กับข้าวเหนียวตัด ซึ่งมีความหวานมัน และข้าวหมากจะหวาน เมื่อกินด้วยกันจะได้รสชาติที่ลงตัวอร่อยไปอีกแบบ ลองดูนะคะ


บทความที่เกี่ยวข้อง
     >  รู้จักข้าวหมาก
     >  ข้าวหมากกินดีมีประโยชน์
     >  เกี่ยวกับเรา
     >  ข้าวหมากปภาดา 

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | JCpenney Printable Coupons
เว็บเพื่อนบ้าน ธุรกิจแฟรนไชส์ อีคอสเวย์ , เทคนิคความสวยความงาม, เพิ่มความสูง5ซม.ใน10นาที , สุราไทย